เกร็ดความรู้ » คีโตเจนิค กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

คีโตเจนิค กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

1 กรกฎาคม 2020
206   0

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆปีในช่วง2-3ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้วยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อนแถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล็บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน แต่ลดความอ้วนได้หรือที่เรียกคีโตเจนิคนั่นเองคีโตเจนิคคืออะไร?ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงพวงทองไกรพิบูลย์วว.รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่าอาหารคีโตเจนิคหมายถึงอาหารที่มีไขมันสูงมีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและมีคาร์โบไฮเดรตต่ำเมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อยแทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน

กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ถูกคิดค้นโดยนพ.RussellM.Wilderแพทย์อายุรกรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ1924(พ.ศ.2497)เริ่มแรกกลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชักเพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่าKetonebodyในเลือดสูง(สารที่สร้างในตับและส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง)เราเรียกภาวะนี้ว่าภาวะ Ketosis ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุลจนช่วยลดอาการชักได้

การกินอาหารคีโตเจนิคจะเน้นการกินเนื้อสัตว์ไข่นมผลิตภัณฑ์อื่นๆจากนมและพืชที่มีแป้งน้อยทั้งยังต้องงดข้าวแป้งธัญพืชเผือกมันผลไม้และของหวานทุกชนิดอีกด้วยคีโตเจนิควิธีลดความอ้วนแบบใหม่นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้วยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วยคลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระบุว่าที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้เพราะในระยะแรกๆการกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่นเพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อยซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย

อย่างไรก็ตามในระยะยาวหลังจาก1ปีขึ้นไปจะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกันและมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่าYo-Yo Effect(โยโย่เอฟเฟค)ไม่ต่างกันอันตรายจากการทานอาหารคีโตเจนิคมวลกล้ามเนื้อของร่างกายอาจลดลงเนื่องจากการกินคาร์โบไฮเดรตน้อยทำให้ปริมาณอินซูลินน้อยการลงนำกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์จึงลดลงกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนภายในกล้ามเนื้อจึงลดลงด้วยแต่หากมีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและยังคงทานโปรตีนอยู่อาจจะยังคงมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้อยู่

อาจเกิดอาการที่เรียกว่า“หวัดคีโต”คนที่ทานอาหารคีโตเจนิคเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจมีอาการคล้ายเป็นหวัดมีลมหายใจชเหงื่อและปัสสาวะมีที่กลิ่นคล้ายผลไม้ได้แต่อาการนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆของการทานอาหารแบบคีโตเจนิคเท่านั้นอาจเสี่ยงพบไขมันในเลือดสูงเพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่กินอาหารคีโตเจนิคชจะมีระดับไตรกลีเซอร์ไรด์คอเลสเตอรอลทั้งไขมันแบบ LDLและHDLในเลือดเพิ่มสูงขึ้นหลังจากผ่านไป6เดือนดังนั้นควรระมัดระวังสัดส่วนของไขมันที่ทานควรเน้นทานไขมันไม่อิ่มตัวช(น้ำมันมะกอกอโวคาโดถั่วแซลมอน)มากกว่าไขมันอิ่มตัว(ไขมันจากสัตว์กะทิชีส น้ำมันมะพร้าวครีมเนย)อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตโดยจากการวิจัยในระยะสั้นพบว่าชการกินอาหารโปรตีนสูงมีผลรบกวนการทำงานของไตจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังในอนาคตได้เพื่อลดความเสี่ยงนี้ควรทานโปรตีนในสัดส่วนที่พอเหมาะกับร่างกายของตัวเองไม่มากจนเกินไปโดยเลือกทานโปรตีน1กรัมต่อน้ำหนัก1กิโลกรัมเท่านั้น

เสี่ยงมวลกระดูกลดลงเพราะการจำกัดอาหารแบบคีโตเจนิคมีแนวโน้มที่จะทำให้ขาดแร่ธาตุโพแทสเซียมวิตามินดีแคลเซียมแมกนีเซียมและสังกะสีจึงอาจส่งผลต่อมวลกระดูกได้ในระยะยาวดังนั้นผู้ที่ทานอาหารแบบคีโตเจนิคอย่าลืมทานอาหารที่มีแร่ธาตุและวิตามินดังกล่าวเพิ่มเติมด้วยสรุปการทานอาหารแบบคีโตเจนิคสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะสั้นแต่หากเป็นในระยะยาวแล้วยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิมได้และยังเสี่ยงผลข้างเคียงอื่นๆจากการทานอาหารไม่ครบ5หมู่(ทานบางหมู่ไม่เพียงพอ)รวมถึงการกะปริมาณของไขมันที่ทานที่หากกะปริมาณผิดพลาดอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้เช่นกันดังนั้นหากอยากลดความอ้วนหรือมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยวิธีทานอาหารแบบคีโตเจนิคจริงๆควรหาข้อมูลสัดส่วนและประเภทอาหารที่ทานอย่างละเอียด ปรึกษานักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารแบบคีโตเจนิคให้ดีก่อนเริ่มทานหรือหากอยากได้วิธีที่ไม่ยุ่งยากต่อการคำนวณสัดส่วนอาหารใช้วิธีจำกัดปริมาณของอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำยังคงเป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยมากกว่า