เกร็ดความรู้ » เราอาจกำลังเสี่ยงกิน พลาสติก ลงท้องทุกสัปดาห์

เราอาจกำลังเสี่ยงกิน พลาสติก ลงท้องทุกสัปดาห์

3 กรกฎาคม 2020
522   0

พบงานวิจัยที่เผยว่าเรากำลังกินพลาสติกหนักราว5กรัมใกล้เคียงกับน้ำหนักของบัตรเครดิตลงในกระเพาะอาหารทุกสัปดาห์หรือราว21กรัมต่อเดือนและ250กรัมต่อปีโดยการปนเปื้อนของพลาสติกจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลาสติกประเภท“ไมโครพลาสติก”(microplastics)ที่มีลักษณะเป็นอนุภาคขนาดเล็กกว่า5มิลลิเมตรซึ่งอาจพบได้ในอาหารเครื่องดื่มหรือแม้กระทั่งในอากาศ

จากรายงานของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลในประเทศออสเตรเลียพบว่าผู้คนทั่วโลกกินไมโครพลาสติกที่มาพร้อมอาหารเครื่องดื่มหรือแม้กระทั่งอากาศเข้าสู่ร่างกายราว2,000หน่วยต่อสัปดาห์ไมโครพลาสติกมาจากไหน?ไมโครพลาสติกที่เราอาจเจอปนเปื้อนอยู่ในอาหารเครื่องดื่มแม้กระทั่งในอากาศทุกวันนี้มาจากหลายแหล่งด้วยกันทั้งเสื้อผ้าใยสังเคราะห์เม็ดบีดขนาดเล็กในยาสีฟันหรืออาจมาจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งในที่กลางแจ้งจากนั้นจึงปนเปื้อนไปกับน้ำในแม่น้ำลำธารทะเลมหาสมุทรอาจถูกสัตว์น้ำอย่างปลาชนิดต่างๆกินเข้าไปจนกลายเป็นห่วงโซ่อาหารที่มนุษย์เรากินสัตว์น้ำต่ออีกทอดหนึ่ง

ไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอาหารชนิดใดบ้าง?ไมโครพลาสติกสามารถพบการปนเปื้อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดเช่นน้ำเปล่าเบียร์ปลาหอยหรือแม้กระทั่งเครื่องปรุงรสอย่างเกลือ แต่จากรายงานพบว่าพบไมโครพลาสติกมากที่สุดใน“น้ำดื่ม”โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของคนๆหนึ่งที่รับไมโครพลาสติกจำนวน1,769หน่วยต่อสัปดาห์เข้าสู่ร่างกายผ่านการดื่มน้ำเปล่าเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มจากขวดหรือจากก๊อกน้ำโดยในปี2018น้ำดื่มของฝั่งประเทศอเมริกาและอินเดียพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนมากกว่าน้ำก๊อกจากประเทศยุโรปและอินโดนีเซียถึงสองเท่านั่นหมายความว่าพบไมโครพลาสติกจากน้ำดื่มในขวดมากกว่าจากน้ำก๊อกด้วยนั่นเอง

ไมโครพลาสติก ทำอันตรายอะไรต่อร่างกายของเราได้บ้าง?น่าเสียดายที่ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับโทษของพลาสติกที่คนรับประทานเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานานแต่สิ่งที่แน่ใจคือหากพบว่าพลาสติกที่สะสมเป็นเวลานานในร่างกายทำร้ายสุขภาพของเราจริงๆก็เป็นเรื่องยากที่จะกำจัดออกไปจากร่างกายดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดคือการลดการปนเปื้อนของพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นปัจจุบันทั่วโลกผลิตพลาสติกมากกว่า330ล้านเมตริกตันต่อปี(ราว330,000 กิโลกรัม)และมีการคาดการณ์ว่าอาจเพิ่มจำนวนการผลิตสูงขึ้น3เท่าภายในปี2050