เกร็ดความรู้ » ส้มเนื้อแดง สวยแปลกตามากประโยชน์ อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

ส้มเนื้อแดง สวยแปลกตามากประโยชน์ อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

3 กรกฎาคม 2020
1335   0

เกรปฟรุตแต่กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเพราะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเช่นช่วยลดน้ำหนักเพิ่มกากใยอาหารให้แก่ร่างกายหรือลดระดับไขมันในเลือด เป็นต้นเกรปฟรุตผลไม้ที่หลายๆคนคิดว่าคือส้มโอแต่ความจริงแล้วเกรปฟรุตเป็นญาติสนิทของส้มโอเท่านั้นจะเป็นยังไงไปดูกันเลย Grapefruit เป็นผลไม้ตระกูล Citrus เช่นเดียวกับส้มโอของบ้านเราและมีรสชาดที่ใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วส้มโอในบ้านเราเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus grandis) ที่มีชื่อว่า Pomelo หรือ Citrus maxima ขณะที่ เกรปฟรุต ซึ่งเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus × paradisi) เช่นเดียวกัน เป็นผลไม้ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เท่านั้น โดยเป็นผลไม้ที่เกิดจากการผสมระหว่าง Pomelo หรือส้มโอกับผลไม้ตระกูล Citrus อีกชนิดหนึ่งคือ Sweet Orange (C. sinesis) ทั้ง Pomelo และ Sweet Orange ล้วนเป็นผลไม้ท้องถิ่นของทวีปเอเซีย แต่ถิ่นกำเนิดของเกรปฟรุตกลับอยู่ที่ประเทศ Jamaica ในทวีปอเมริกา สาเหตุเนื่องจากเป็นการผสมข้ามพันธ์ของผลไม้2ชนิดที่ถูกส่งไปขายจากทวีปเอเชียโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือใครเป็นผู้ผสม

ส่วนที่มาของชื่อเกรปฟรุตหลายๆคนเชื่อว่ามาจากลักษณะของผลเกรปฟรุตที่เป็นพวงคล้ายองุ่นแต่บางคนก็เชื่อว่ามีที่มาจากชื่อ Citrus maxima ซึ่งแปลว่าส้มผลใหญ่หรือเกรปฟรุตและค่อยๆเพี้ยนเป็นเกรปฟรุตลักษณะของต้นเกรปฟรุตต้นเกรปฟรุตเป็นไม้ผลยืนต้นสูงโดยเฉลี่ยประมาณ5-6เมตรและสามารถสูงได้ถึง 13-15 เมตรลักษณะของใบเกรปฟรุตเป็นใบสีเขียวเข้ม รูปร่างยาวและเรียว ส่วนดอกเป็นสีขาวมี 4 กลีบลักษณะของผลเกรปฟรุต ภายนอกผลเปลือกสีเหลืองรูปกลมแป้นๆเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เนื้อด้านในแบ่งเป็นกลีบออกสีเหลือง Grapefruit (เกรปฟรุต) เป็นผลไม้เขตร้อนในตระกูลส้มที่เกิดจากการผสมระหว่างส้มโอและส้มเช้ง ทำให้ลักษณะดูคล้ายกัน มีรสชาติออกเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย และอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังมีแคลอรี่น้อยและมีน้ำตาลต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และอาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคบางอย่างได้ โดยมีงานค้นคว้าในด้านต่างๆ มากมาย ดังนี้

สุขภาพหัวใจ Grapefruit เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของหัวใจอยู่หลายชนิดโดยเฉพาะโพแทสเซียมโดยหลายคนเชื่อกันว่าการรับประทานGrapefruitเป็นประจำอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจเช่นภาวะความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงเป็นต้นโดยงานวิจัยหนึ่งได้ทดลองให้อาสาสมัครชายหญิงที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงและเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจรับประทานผล Grapefruit สีแดงหรือสีขาวเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานเป็นเวลาต่อเนื่อง30วันโดยรับประทานควบคู่กับมื้ออาหารปกติพบว่าอาสาสมัครที่รับประทาน Grapefruit มีระดับไขมันในเลือดลดลงในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ลดน้ำหนักมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับผลการรับประทาน Grapefruit พบว่าผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีระบบเผาผลาญอาหารผิดปกตินั้นมีน้ำหนักตัวลดลงหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆจาก Grapefruit ก่อนอาหารแต่ละมื้อวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา12สัปดาห์เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆโดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผลสดซึ่งมีน้ำหนักตัวลดลงมากที่สุดโดยลดลงประมาณ 1.6 กิโลกรัม ตามมาด้วยกลุ่มที่บริโภคน้ำ Grapefruit และผลิตภัณฑ์สารสกัดจาก Grapefruit

โรคเบาหวาน จากงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับผลการรับประทาน Grapefruit ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนลงพุง โดยให้รับประทาน Grapefruit ในรูปแบบของผลสด น้ำคั้น และสารสกัด ก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งลูกเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดพบว่าอาสาสมัครที่รับประทาน Grapefruit มีระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผลสดของ Grapefruit ขณะเดียวกันงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาประสิทธิผลของการรับประทานผลไม้ต่อความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการรับประทานผลไม้ 200 กรัมต่อวัน ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้ว่า Grapefruit จะดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดและสุขภาพโดยรวม แต่ก็ควรเลือกรับประทานผลสดของ Grapefruit เพราะน่าจะได้ประโยชน์ด้านโภชนาการสูงกว่ารูปแบบอื่น หากเป็นน้ำ Grapefruit ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะต่อวัน โดยเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งใด ๆ ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีรับประทานอาหารที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย
ข้อควรระวังในการรับประทาน 1.ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมหรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ไม่ควรดื่มน้ำ Grapefruit ในปริมาณมากโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะมีรายงานระบุว่าการดื่มน้ำ Grapefruit ทุกวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในด้านนี้อีกมาก

2.หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน Grapefruit เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกหรือไม่ 3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือมีภาวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ควรระวังในการรับประทาน Grapefruit เพราะอาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทาน Grapefruit เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ เพราะ Grapefruit ประกอบด้วยสารยับยั้งเอนไซม์ Cytochrome P450 ที่มีหน้าที่ย่อยสลายยา จึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม เช่น 1.ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาป้องกันปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะใหม่ในการปลูกถ่ายอวัยวะ 2.ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน 3.ยาลดความดันโลหิตในกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ เช่น ยาไนเฟดิปีน เป็นต้น 4.ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน เช่น ยาซิมวาสแตติน ยาอะทอร์วาสแตติน เป็นต้น 5.ยากลุ่มคาร์บามาซีปีน 6.ยาต้านไวรัสกลุ่มอินดินาเวียร์ 7.ยารักษาทางจิตเวช