สาระความรู้

6 โรคร้ายถามหา ถ้า “ดื่มน้ำน้อย”

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่แทบไม่ได้ลุกออกมาจากเก้าอี้แก้วน้ำรินน้ำเอาไว้เต็มแก้วแต่อยู่ไปได้ทั้งวัน หรือวุ่นเสียจนไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆวิ่งเข้าออกห้องประชุมได้ดื่มน้ำเฉพาะช่วงที่ทานข้าวกลางวั เท่านั้นขอบอกไว้เลยว่าร่างกายของคุณกำลัง“ขาดน้ำ”โดยที่คุณไม่รู้ตัวและมันส่งผลร้ายถึงสุขภาพอย่างร้ายแรงโดยที่คุณก็ไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน 6 โรคร้ายถามหาถ้า“ดื่มน้ำน้อย”1.สมองเสื่อมใครจะไปเชื่อว่าแค่ดื่มน้ำน้อยก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้เพราะเมื่อร่างกายของเราขาดน้ำปริมาณของน้ำในร่างกายไม่เพียงพอในการเป็นส่วนหนึ่งของเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายเมื่อเลือดมีความข้นหนืดมากขึ้นทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงที่สมองได้เพียงพอจึงเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมได้นั่นเองเพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกไม่สดชื่นเนือยๆคิดอะไรช้าไม่กระฉับกระเฉงอึนๆมึนๆนั่นอาจเป็นผลมาจากแค่การ“ดื่มน้ำน้อยเกินไป”ก็ได้นะ 2.ริดสีดวงทวารแน่นอนที่สุดว่าหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอส่งผลไปถึงการย่อยในกระเพาะอาหารที่ทำได้ยากลำบากมากขึ้นและลำไส้ที่แห้งอาจทำให้เราไม่สามารถขับอุจจาระออกมาได้ เพราะอุจจาระอาจแห้งเกินไปเมื่อของเสียสะสมอยู่ในลำไส้ลำไส้ก็จะดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายไปอีกยิ่งทำให้เลือดมีของเสียและข้นหนืดกว่าเดิมอุจจาระก็แข็งแห้งกว่าเดิมจนเกิดเป็นอาการท้องผูกและท้ายที่สุดลงเอยด้วยโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง 3.ปวดข้อเชื่อหรือไม่ว่ากระดูกอ่อนในหลายๆส่วนของร่างกายรวมไปถึงหมอนรองกระดูกซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและเกิดอาการผิดปกติได้ง่าย มีส่วนประกอบเป็นน้ำมากถึง80%ดังนั้นหากข้อต่อหรือหมอนรองกระดูกแห้งไม่ชุ่มชื้นเพียงพออาจทำให้ข้อต่อต่างๆดูดซับแรงกระแทกได้ไม่ดีพอจนเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่ายหรืออาจอักเสบได้ง่ายเมื่อต้องออกแรงเดินยกเหวี่ยงหรือแม้แต่ตอนออกกำลังกายและยกน้ำหนัก 4.ทางเดินปัสสาวะอักเสบกระเพาะปัสสาวะอักเสบหากคุณมีอาการปวดปัสสาวะแต่ไม่มีปัสสาวะไหลออกมาหรือไหลออกเพียงหยดสองหยดคุณอาจกำลังเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบอันเนื่องมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอการติดเชื้อและการกลั้นปัสสาวะนานๆ 5.อ้วนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหากคุณดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่โรคอ้วนได้เพราะหากคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอในตอนเช้าระหว่างมื้อกลางวันและตอนเย็นหรืออาจดื่มน้ำ1แก้วก่อนทานอาหารคุณจะพบว่าคุณอิ่มง่ายอิ่มเร็วกว่าการทานอาหารโดยไม่ดื่มน้ำเลย ยิ่งถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่กินจุอยู่แล้วแล้วยิ่งไม่ดื่มน้ำอีกด้วยความหิวหรือความอยากอาหารคุณอาจทานเพลินจนน้ำหนักขึ้นได้ง่ายๆ 6. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนของคุณผู้หญิงเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพได้ดีอีกอย่างหนึ่ง หากคุณพบว่าคุณมีประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอขาดๆหายๆมีน้ำเกินไปมีสีเข้มเกินไปมาเป็นลิ่มเลือดหรือแม้กระทั่งปวดท้องประจำเดือนมากสาเหตุสำคัญที่คุณอาจละเลยอาจมาจากการดื่มน้ำน้อยก็เป็นได้เพราะเมื่อน้ำในร่างกายมีปริมาณไม่เพียงพอร่างกายจึงไม่สามารถนำน้ำไปสร้างเป็นประจำเดือนได้นั่นเอง 3สัญญาณของคนดื่มน้ำน้อยหากไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนดื่มน้ำน้อยหรือไม่ให้สังเกตได้จาก1.ปัสสาวะไม่ถึง4-7ครั้งต่อวัน2.ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแทบทุกครั้ง3.ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนจัดแค่ดื่มน้ำน้อยก็ส่งผลเสียถึงร่างกายได้มากมายขนาดนี้นี่ยังไม่รวมถึงผลเสียด้านผิวพรรณที่หย่อนคล้อยหมองคล้ำผิวแห้งตาแห้งและดูแก่กว่าวัยอีกนะสาวๆได้ยินแล้วคงกรี๊ดเลยสิ เพราะฉะนั้นหากใครมีอาการตามสัญญาณของคนดื่มน้ำน้อยดังกล่าวควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นให้ได้ราวๆ1,500-2,000มิลลิลิตรต่อวันหรือ6-8แก้วต่อวันหรือถ้ากลัวลืมก็เอาขวดลิตรมาตั้งไว้บนโต๊ะ1ขวด แล้วเตือนตัวเองว่าต้องดื่มให้หมดทำงานจิบไปเข้าห้องประชุมก็ถือแก้วน้ำเข้าไปด้วยรับรองว่าหากทำได้ร่างกายของคุณจะไม่ขาดน้ำอีกต่อไปหมายเหตุ–หากคุณดื่มน้ำไม่ถึง6-8แก้วแต่ไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของคนดื่มน้ำน้อยอาจเป็นเพราะคุณดื่มเครื่องดื่มหรือทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากพออยู่แล้วจึงอาจไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำให้ได้6-8แก้วต่อวันค่ะแต่อย่างไรก็ตาม“น้ำเปล่า”ก็ยังสำคัญต่อร่างกายอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าบ้างนะคะ

Read More »

4 นิสัยที่จะนำพาชีวิตล้มเหลว

แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนความล้มเหลวตรงนั้นให้กลับกลายเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งเตือนใจให้คุณกล้าที่จะลุกและก้าวต่อไปก็คือใจของคุณเองถ้าคุณล้มเหลวและลุกขึ้นเรียนรู้จากความผิดพลาด และก้าวเดินต่อไปความล้มเหลวจะเป็นครูคนสำคัญที่ช่วยประคองคุณให้ไปได้ไกลกว่าทุกคนแต่ถ้าคุณล้มเหลวและล้มเลิกนั่นคือการเสียโอกาสครั้งสำคัญในอนาคตไปอย่างน่าเสียดายไปดูกันดีกว่าว่ามีนิสัยแบบไหนบ้างที่จะทำให้คุณพบเจอกับความล้มเหลวได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ 1.โฟกัสในเรื่องแย่ๆไม่แม้แต่จะเรียนรู้จากมันอย่างที่บอกไปว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคนอยู่ที่ว่าใครจะมองมันในมุมมองไหนต่างหากที่สำคัญถ้าคุณมัวแต่โฟกัสในเรื่องแย่ๆและเอาแต่โทษตัวเองว่าเพราะฉันมันห่วยหรือทำงานพลาดก็บอกกับตัวเองว่าคุณมันไม่เก่งไม่มีทางก้าวหน้าในชีวิตได้ทัศนคติแบบนี้จะยิ่งกดให้ความมั่นใจในตัวเองของคุณต่ำลงเรื่อยๆจนเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งคุณจะไม่หลงเหลือความภาคภูมิใจใดๆอยู่เลยไม่มีแม้แต่ความรู้สึกอยากจะทำในสิ่งต่างๆเพราะกลัวว่าจะผิดพลาดเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา 2.ไม่ขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการเพราะคนทุกคนไม่สามารถเป็นได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการบางคนอาจเก่งเรื่องบัญชีบางคนอาจเก่งเรื่องบริหารซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณมัวแต่เสียเวลาเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ก็จะมีแต่ทำให้คุณต้องเสียเวลาปัญหาบางอย่างสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วเพียงขอความช่วยเหลือจากคนที่เชี่ยวชาญหรือขอคำแนะนำจากคนที่รู้จริงการไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือทั้งๆที่ต้องการไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นแต่ทำให้เราอ่อนแอลงจนพบกับความล้มเหลวในอนาคตต่างหาก 3.พูดเยอะ แต่ทำน้อยความคิดที่ดี ไอเดียที่เจ๋ง จะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่ลงมือสร้างมันให้เป็นจริงขึ้นมา โดยเฉพาะกับงานอีกมากมายที่วางกองอยู่ข้างๆ คุณอาจจะพร่ำบอกทุกคนว่าคุณรู้วิธีรับมือกับมันด้วยแผนการ123แต่เมื่อคุณไม่ลงมือทำมัน ความล้มเหลวก็พร้อมจะคืบคลานเข้ามา จนในที่สุดก็จะไม่เหลือเวลาให้คุณได้จัดการอะไรทั้งสิ้น 4.ไม่เชื่อฟังคำแนะนำจากคนอื่นการที่คุณมีความคิดเป็นของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันช่วยให้คุณเป็นคนมีไอเดียไม่สิ้นหนทางและสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ความล้มเหลวจะเข้ามาทักทายถ้าคุณมัวแต่ยึดมั่นกับความคิดตัวเองแค่เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจคำแนะนำของคนรอบข้างคำแนะนำบางอย่างจากคนอื่นอาจทำให้เรามองสิ่งต่างๆและจัดการปัญหาได้ดียิ่งกว่าสิ่งสำคัญคืออย่ามัวปิดกั้นความคิดของตัวเองเพราะสุดท้ายแล้วการทำงานเป็นทีมหรือฟังคำแนะนำจากคนอื่นบ้างย่อมทำให้งานออกมาสำเร็จลุล่วงได้มากกว่าอย่างแน่นอน

Read More »

11 คำคมสร้าง “กำลังใจ” ในวันที่คุณท้อแท้และสิ้นหวัง!

บางช่วงเวลาในชีวิต ต้องมีสักครั้งที่เรารู้สึกอยากจะล้มเลิกทุกสิ่งทุกอย่างและลืมมันไปให้หมดบางครั้งเราก็รู้สึกเหนื่อยหมดกำลังใจและขุ่นเคืองกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกจนรู้สึกอยากจะหายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ว่าใครก็ต้องเคยรู้สึกแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้นจงปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้แล่นผ่านตัวเราไปแต่อย่าจมอยู่กับมันแม้ว่าการยอมแพ้จะเย้ายวนใจแค่ไหนแต่คุณก็ควรพยายามมองในด้านดี และดึงตัวเองให้ลุกขึ้นมาอีกครั้งเสมอ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกไม่ไหวจริงๆลองหาทางเรียก‘กำลังใจ’ของคุณกลับคืนมาด้วย11คำคมเหล่านี้ดู 1.“จำไว้ว่า บางครั้งการไม่ได้มาซึ่งสิ่งปรารถนาก็คือโชคที่หาได้ยากยิ่ง”บางครั้งแทนที่คนเราจะได้มาซึ่งสิ่งที่“ต้องการ”ก็มักจะได้สิ่งที่“จำเป็น”มาอย่างเสียไม่ได้จำไว้ว่าจักรวาลมักจะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่เราเสมอ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่ได้รับในสิ่งที่คิดว่าตัวเองต้องการ นั่นหมายความว่าคุณกำลังจะได้สิ่งที่ดียิ่งกว่ามาแทน 2.“ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งตระหนักว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าเรากำลังทำอะไรคนอื่นเพียงแสร้งทำเป็นว่ารู้เท่านั้นเอง”อย่าเข้มงวดกับตัวเองจนเกินไปนักแม้ว่าจะทำผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วนจนทำให้รู้สึกหลงทางคุณก็จะไม่ใช่คนเดียวที่เป็นแบบนั้นแน่นอนเราเพียงแค่ต้องตัดสินใจให้ดีที่สุดในชั่วขณะนั้นและพยายามอย่ายึดติดอยู่กับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆยิ่งสามารถเรียนรู้ที่จะปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามสถานการณ์ได้ดีเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น 3.“ไม่ว่าคุณจะเป็นใครไม่ว่าคุณจะทำอะไรมาและไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหนคุณย่อมสามารถกลายเป็นคุณในแบบที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ”อย่ายอมรับในความธรรมดาสามัญโดยเฉพาะในตัวของคุณเองคุณอาจจะกำลังผ่าน ช่วงเวลาที่ยากลำบากแต่อย่ายอมให้ตัวเองหยุดอยู่เพียงแค่นั้นเวลาที่อยากยอมแพ้นี่แหละคือจุดที่จะผลักดันให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างทรงพลังที่สุดเพราะบางครั้งกว่าที่จะรููู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิตหรือสามารถเรียกแรงบันดาลใจกลับคืนมาก่อนจะก้าวต่อไปได้เราอาจต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปรวมถึงตัวเองเช่นกัน 4.“อย่ายอมให้สิ่งเก่าๆมาทำร้ายจิตใจคุณอีกต่อไปชีวิตคนเรานั้นสั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้”หากรู้สึกว่ามีสิ่งใดในชีวิตที่ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้จงถอยตัวออกให้ห่างหรือไม่ก็พยายามเปลี่ยนแปลงมันแทนการครุ่นคิดถึงสิ่งเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีแต่จะสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็นเท่านั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ท้อแท้ให้มองหาสิ่งที่คุณสามารถตัดทิ้งไปจากชีวิตได้เป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อคุณสามารถละทิ้งสิ่งแย่ๆออกไปได้คุณจะได้พบหนทางใหม่ในการก้าวเดินต่อไป 5.“อันที่จริงฉันต้องขอบคุณอย่างสุดซึ้งเลยล่ะเวลาที่มีสิ่งใดไม่ได้เป็นไปตามที่ฉันหวังไว้”ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้แต่มันก็ยังเกิดประโยชน์ต่อคุณนะ ถ้าเลือกที่จะมองสิ่งที่ดีๆ ที่ได้สัมผัสมาเมื่อใดที่คุณรู้สึกหมดแรงจงหันกลับไปมองว่าคุณมาได้ไกลขนาดไหนแล้วพร้อมทั้งก้าวไปข้างหน้าต่อไปให้ได้ล่ะ 6. “จงบอกให้โลกได้รู้ในสิ่งที่คุณต้องการแทนที่จะบอกสิ่งที่ไม่ได้ต้องการ”ความรู้สึกท้อแท้อาจเป็นเพราะคุณไม่รู้สึกพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่เท่าไรนักให้กลับมาดูวิธีที่คุณพูดคุยกับตัวเองว่ามันเป็นไปในแง่บวกหรือแง่ลบคุณอาจแค่ต้องการการปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการสื่อสารกับตัวเองเพื่อให้พบเจอกับเรื่องดีๆมากขึ้นเท่านั้นเองลองทบทวนตัวเองดูสิ 7.“จงใช้พลังที่คุณมีในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไม่ใช่เพื่อบ่อนทำลาย”คนเราสามารถใช้พลังที่มีในการพัฒนาตนเองและผู้อื่นหรือจะใช้มันในการทำลายก็ได้ทั้งนั้นดังนั้นจงเลือกให้ดีเพราะหนึ่งในทางเลือกนั้นจะนำคุณไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จที่คุณวาดฝันในขณะที่อีกทางจะนำไปสู่ความทุกข์ความเฉื่อยชาและไร้แรงบันดาลใจ 8.“อย่าเสียใจกับอดีตเลยเพราะมันได้ผ่านไปแล้วอย่ากังวลกับอนาคตเลยเพราะมันยังมาไม่ถึงจงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันแล้วทำมันให้งดงามจะดีกว่า”เราต่างไม่สามารถควบคุมอดีตปัจจุบันหรืออนาคตได้แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราพอจะทำได้คือควบคุมความคิดของตัวเองและมีหนทางเพียงหนึ่งเดียวที่จะนำเราไปสู่ความสงบสุขได้ก็คือการอยู่กับปัจจุบัน 9. “การพูดถึงแต่ปัญหาของตัวเองเป็นเสมือนการเสพติดสิ่งแย่ๆแบบหนึ่งจงละทิ้งนิสัยนี้ทิ้งไปแล้วเริ่มใหม่ด้วยการพูดถึงสิ่งดีๆในชีวิตแทนดีกว่า”เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกอยากยอมแพ้ ให้ลองสังเกตสิ่งตัวเองพูดออกมาบ่อยที่สุดดูบางครั้งตัวเรานี่แหละคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเองหากคุณต้องการที่จะเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้มองโลกในแง่ดียิ่งขึ้น ก็ลองเริ่มพูดถึงสิ่งดีๆที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและมีพลังให้มากขึ้นดูสิ 10. “อย่ายอมแพ้กับสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งหวังไว้แม้การรอคอยอาจเป็นเรื่องยากแต่การมานั่งเสียใจภายหลังกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า”สิ่งที่สำคัญคือห้ามยอมแพ้กับตัวเองเด็ดขาดเพราะท้ายที่สุดตัวคุณก็เหลือแต่ตัวเองเท่านั้น และนั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่สุดจงไล่ตามความฝันสรรสร้างความสุขขึ้นด้วยตัวเองและอย่าหยุดพยายามเพื่อตนเองด้วยเส้นทางข้างหน้ามักจะดูท้าทายเสมอแต่หากคุณไม่ยอมแพ้ง่ายๆผลลัพธ์ที่ได้มาก็จะยิ่งใหญ่สมราคาเช่นกัน! 11.“สิ่งที่งดงามมากมายจะเกิดขึ้นเมื่อคุณได้ถอยออกมาจากความคิดในแง่ลบ”ความคิดเชิงลบสามารถเกิดจากอะไรก็ได้ แต่โดยมากแล้วมันมักจะมาจากภายในจิตใจของเราทั้งนั้นเมื่อคุณพยายามคิดในแง่บวก และรักษาผู้คนที่มีพลังบวกในชีวิตเอาไว้เมื่อนั้นชีวิตของคุณก็จะพัฒนาไปในทางบวกเช่นเดียวกัน

Read More »

ข้อคิดดีๆสำหรับคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายทั้งหลาย กับชีวิตหลังวัย 40 ปี

สำหรับคุณผู้ชาย1.อย่าเอาแต่หมกมุ่นอยู่ในกามราคะมิเช่นนั้นครอบครัวจะเกิดปัญหาหากเกิดการผิดพลาดขึ้นมาเสื่อมทั้งคุณธรรมครอบครัวและชื่อเสียงวงศ์ตระกูล2.หากเป็นข้าราชการต้องใจซื่อมือสะอาด หากเป็นนักธุรกิจพ่อค้าต้องรักษากฎหมายหากอายุ20-30ปี ทำผิดพลาดยังพอมีเวลาแก้ไขกู้หน้ากู้ชื่อเสียงเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ได้หากเลยวัย40แล้วจะแก้ไขในสิ่งใดก็ยากเสียแล้ว 3.ควรหันมากตัญญูต่อพระในบ้านต่อให้กิจการใหญ่โตเพียงใดหน้าที่การงานยุ่งเหยิงเพียงใดควรหาเวลากลับบ้านไปกินข้าวพูดคุยอยู่เป็นเพื่อนกับพ่อแม่บ้างอันเป็นการสืบสานวัฒนธรรมชาวเอเชียในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งมอบทัศนะหลักกตัญญูต่อบุตรหลานในอนาคตเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังโปรดจำไว้ว่า“คุณทำอย่างไรกับพ่อแม่ลูกของคุณก็จะทำกับคุณเยี่ยงนั้น” 4.การดำเนินชีวิตในท่ามกลางกระแสโลกีย์ที่เชี่ยวกรากในกระแสที่คุณธรรมมโนธรรมเสื่อมถอยขอให้ย้อนกลับมาพิจารณาที่ตนเอง แรงไฟสุขุมหล่อหลอมให้กลายเป็นคัมภีรภาพรู้แยกแยกถูกผิดดีชั่ว ใช้สติปัญญาไตร่ตรองในเหตุผล และรู้จักดูแลตนเอง5.หากคุณคือคนที่มีครอบครัวแล้วจงอยู่ให้ห่างจากเด็กสาววัย20ต้นๆต่อให้เธอเหล่านั้นจะสวยและน่ารักน่าชิดใกล้เพียงใดต่อให้เธอเหล่านั้นจะเข้าใจและรู้ใจคุณเพียงใดต่อให้เธอยินดีเป็นที่สองเป็นรองจากคู่ชีวิตที่ตรากตรำสร้างฐานะเคียงคู่กับคุณมาอย่างไรก็ตามเพราะเด็กสาวเหล่านั้นยังไม่รู้ความแต่คุณเป็นวัยที่รู้ถูกผิดดีชั่ว ก็จงอย่าถลำชิดใกล้จนกลายเป็นรอยร้าวระหว่างคุณและคนในครอบครัว 6.ต้องมีความรับผิดชอบในครอบครัวต่อให้ลำบากอย่างไรก็ต้องให้ลูกและภรรยากินอิ่มนอนอุ่นจงเป็นฝั่งให้ลูกพึ่งพา จงเป็นภูผาให้ภรรยาพักพิง7.หันมาศึกษาพระธรรมคัมภีร์ จึงมีหลักธรรมไว้สอนลูกหลานและคนรอบข้างต้องรู้ถึงความเป็นอนิจจังของชีวิตและหาทางพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์นี้ให้จงได้ไม่มีภัยใดที่น่ากลัวเท่ากับภัยแห่งการเวียนว่ายเกิดตายในสังสารวัฏนี้อีกแล้วต้องรู้ถึงเบื้องหลังชีวิตมีกฎแห่งกรรมคอยกำกับชีวิตของมนุษย์ทุกผู้นามอยู่ต้องจักยำเกรงและละอายต่อความผิดบาปจงรู้ไว้ว่า มีสายตาแห่งฟ้าเบื้องบนเทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองเห็นในสิ่งที่เราทำอยู่เสมอทุกเวลา สำหรับคุณผู้หญิง1.คุณในวัยนี้ลูกยังเรียนหนังสือไม่จบ แต่สามีของคุณกำลังอยู่ในช่วงรุุุ่งเรืองช่วงนี้เป็นช่วงที่ผูู้หญิงทุกคนจะกังวลและข้ามพ้นได้ยากเหมือนๆกันหมดวิธีแก้ไข คุณต้องเริ่มหันมาใส่ใจการปฏิบัติธรรมเริ่มจากวาจาน้ำเสียงพูดให้เป็นปกติให้มีความอบอุ่นทั้งกับสามีและลูกๆ สายตาอ่อนโยน กิริยาสุภาพสง่างาม 2.ต้องรวบผมและมัดไว้ให้เรียบร้อยใส่เสื้อผ้ามีคอมีปกกางเกงไม่รัดตึงอย่าใส่กระโปรงสั้น ต่อให้รูปร่างยังดีอยู่ก็อย่าได้สวมใส่เสื้อผ้าเปิดขาผ่าไหล่สุภาพเรียบร้อยเข้าไว้ ย่อมสง่าและน่าเกรงขาม3.ไม่แต่งหน้าทาปากจนฉุดฉาดเกินงามต่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะมีคุณภาพเพียงใดมันกลับทำลายผิวพรรณที่กรำวันเวลามากเท่านั้นแนะนำให้คุณใช้เครื่องสำอางบำรุงผิวพรรณดีกว่าประโคมเครื่องสำอางเพื่อปกปิดริ้วรอยที่มีอยู่จะเป็นการดีเสียกว่า 4.ไม่ต้องไปตบตีราวีกับเด็กสาวที่อายุอ่อนกว่าคุณ (เด็กสาวอายุ20-3-ปี)เพราะเด็กสาวเหล่านั้นยังไงก็น่ารักและน่าถนุุุถนอมกว่าคุณเป็นไหนๆจงทำตัวเองให้มีคุณค่ามีความงามสง่าน่าเกรงขามจะดีกว่าขอให้รู้ไว้ว่าฤดูกาลมีวันผันเปลี่ยนแม่น้ำมีวันเหือดแห้งภูเขามีวันเหี่ยวแห้ง คุณและเด็กสาวเหล่านั้นก็เช่นกันนี่คือกูฏแห่งธรรมชาติที่ยากฝ่าฝืน 5.อย่าฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไปว่าคุณคือเจ้าหญิงสโนไวท์ที่รอคอยเจ้าชายขี่ราชรถมารับถึงหน้าบ้านรองเท้าแก้วที่สวมมา40ปีมันแหลกละเอียดไปตั้งนานแล้วหากจะนั่งเพ้อฝันไปวันๆมิสู้เอาเวลาเหล่านั้นมาดูและครอบครัวจะดีกว่า6.มีอะไรให้พูดตรงๆแต่อย่าขวานผ่าซากหรือมะนาวไม่มีน้ำโรเมนติกได้แต่อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวจงทำให้วัยกลางคนของคุณคือทิวทัศน์ที่งามตา มิใช่หุบเหวแห่งสภาวะอารมณ์ที่ไม่เป็นปกติ ชีวิตหลังวัย40คุณควรรู้ว่าไม่มีใครเอาชนะวันเวลาได้ “ชีวิตคนเราแสนสั้น”ประโยคนี้ไม่ใช่คำพูดลอยๆจงใช้วันเวลาที่มีอยู่นี้ทำเพื่อครอบครัวและคนที่คุณรักที่ควรคิดจงคิดที่ควรทำจงทำที่ควรแก้ไขจงแก้ไข ถนอมคนที่อยู่ข้างกาย ไม่ว่าเขาและเธอเหล่านั้นจะเป็นดั่งแขกผู้มาเยือนหรือหุ้นส่วนโซ่ชีวิต ล้วนเป็นสีสันอันโชติช่วงให้ได้หวนระลึกถึงนั่นเอง

Read More »

4 ทักษะทางสังคมที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงาน

เป็นที่ทราบกันดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเช่นเดียวกับการทำงานที่คุณจำเป็นต้องมี“ทักษะทางสังคม”ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีและจะเป็นตัวช่วยทำให้คุณกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของอาชีพโดยทักษะทางสังคมจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการเรียนรู้ประสบการณ์และการพัฒนาที่เกิดมาจากการฝึกฝนตนเองมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มีทักษะทางสังคมก็ย่อมสูญเสียโอกาสบางอย่างไปดังนั้นเรามาเริ่มฝึกฝนทักษะทางสังคมให้เป็นกิจวัตรประจำวันเพื่อทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความสุขกับการทำงานในแต่ละวันด้วย4ทักษะดังต่อไปนี้ 1.การเอาใจใส่การสร้างความสัมพันธ์อันดีและเข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานถือเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันหากคุณสามารถเปิดใจรับฟังความรู้สึกของบุคคลที่คุณรู้จัก และสามารถเข้าใจปัญหาเหล่านั้นได้ดีจริงๆจะช่วยฝึกฝนให้คุณสามารถรับมือและหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นดังนั้นพึงคิดอยู่เสมอว่าหากคุณเข้าใจคนอื่นคนอื่นก็จะเข้าใจคุณเช่นกันซึ่งวิธีคิดแบบนี้จะทำให้คุณได้ผลตอบรับกลับมาในทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน 2.ผู้ฟังที่ดีผู้ฟังที่ดีคือผู้ฟังที่มีความกระตือรือร้นซึ่งในที่นี้หมายถึงการมีส่วนร่วมเช่นขณะนั่งฟังเพื่อนร่วมงานพรีเซนต์โปรเจคต์ในส่วนงานรับผิดชอบคุณสามารถสร้างทักษะทางสังคมในเรื่องนี้ได้ด้วยการสบตา,พยักหน้าเมื่อคุณเห็นด้วยอีกทั้งการเป็นผู้ฟังที่ดีจะต้องไม่ขัดจังหวะขณะที่ผู้พูดกำลังพูดหากคุณมีประเด็นสงสัยควรจะยกมือถามเมื่อการพรีเซนต์จบลงแล้วเพราะจะเป็นการดีที่จะช่วยให้ผู้พูดได้มีเวลาเตรียมคำตอบและจะช่วยให้คุณได้รับคำตอบที่สมบูรณ์กว่าการยกมือขึ้นถามระหว่างการพรีเซนต์ 3.มองโลกในแง่บวกการกล่าวคำทักทายหรือยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานในทุกๆเช้าของวันการทำงานคือการสร้างทักษะทางสังคมในองค์กรอีกรูปแบบหนึ่งรวมถึงอย่าลังเลที่จะยกมือไหว้บุคลภายในองค์กรทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมารยาททางสังคมที่ทุกคนพึงมีหากคุณเป็นมิตรกับคนอื่นคนอื่นก็จะเป็นมิตรกับคุณเช่นกัน 4.ให้ความร่วมมือกับทีมทีมเวิร์คคือสิ่งสำคัญที่จะนำพาองค์กรก้าวเดินไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ดังนั้นพนักงานควรมีความรับผิดชอบรู้หน้าที่และขอบเขตการทำงานของแต่ละคนหากใครคนใดคนหนึ่งภายในทีมทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จย่อมส่งผลกระทบต่อโครงการในภาพรวมทั้งหมดดังนั้นทักษะทางสังคมในเรื่องนี้คือคุณต้องทำงานที่รับผิดชอบงานให้สำเร็จรวมถึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเมื่อเกิดกรณีจำเป็นจริงๆ

Read More »

6 วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ออกจากบ้าน แบบไม่บาป (บทความดี มีสาระ)

วิธีไล่ตุ๊กแกออกจากบ้าน ด้วยขนาดตัวและลวดลายของตุ๊กแกทำให้หลายคนขนพองสยองเกล้าเมื่อพบเห็นหากใครไม่ต้องการให้มันเข้าใกล้บ้านอันเป็นที่รักลองมาดูวิธีไล่ตุ๊กแกแบบง่ายๆกันดีกว่าตั๊กแกตั๊กแกเสียงร้องชวนสยองราวกับเสียงหมาหอน จะมีสักกี่คนเชียวที่ชอบมันหรือจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงแบบน้องหมาน้องแมวด้วยลวดลายสีสันและขนาดตัวที่ใหญ่กว่าจิ้งจกเป็นหลายเท่า ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกขนลุกไปตามๆกันแถมยังมีนิสัยดุไล่กัดหากอยู่ใกล้ถ้าเข้าบ้านเมื่อไหร่คงกลุ้มใจไม่น้อยเช่นกันไม่รู้ไล่มันออกไปยังไงดี… 1.ปูนแดงผสมยาเส้น นำปูนแดงกับยาเส้นมาพันที่ปลายไม้ จากนั้นแหย่ปลายไม้ไปที่ตุ๊กแกตามสัญชาตญาณตุ๊กแกจะหันมางับปลายไม้และจะเกิดอาการเมายาจนเกาะผนังไม่อยู่ หากตุ๊กแกร่วงลงพื้นก็สามารถกวาดออกไปนอกบ้านได้ทันทีหรือถ้างับติดอยู่ที่ปลายไม้ก็ให้รีบนำไปทิ้งนอกบ้านก่อนตุ๊กแกจะหายเมายา2.ผ้าห่อลูกเหม็นเรื่องกลิ่นคงเหม็นสมชื่อแน่นอนนอกจากใช้ไล่แมลงสาบได้แล้วยังสามารถนำมาห่อด้วยผ้าแขวนหรือวางไว้บริเวณที่ตุ๊กแกชอบเกาะกลิ่นของลูกเหม็นจะช่วยขับไล่ตุ๊กแกให้ทนไม่ไหวและรีบหนีออกจากบ้านไปในที่สุด3.กิ่งยี่โถนำกิ่งยี่โถมาปัก หรือขยำส่วนใบเพื่อเอากลิ่นจากนั้นวางไว้บริเวณที่ตุ๊กแกเกาะอยู่เป็นประจำกลิ่นของกิ่งยี่โถเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่เจ้าตุ๊กแกไม่ชอบเช่นกัน 4.ใบสาบเสือและใบน้อยหน่าให้นำใบทั้งสองมาตำให้ละเอียดใช้ผ้าบางๆห่อไว้เพื่อให้กลิ่นออกมาจากผ้าจากนั้นวางไว้บริเวณที่ตุ๊กแกชอบอยู่รับรองว่าวิธีนี้ตุ๊กแกได้หนีกระเจิงอย่างแน่นอน 5.ใช้สเปรย์สเปรย์ยี่ห้อNOGECKOใช้สำหรับไล่จิ้งจกแต่มันสามารถไล่ตุ๊กแกได้ดีเช่นกัน โดยฉีดพ่นบริเวณที่ตุ๊กแกชอบอยู่ฉีดเพียงไม่กี่ครั้งตุ๊กแกก็จะอพยพหนีหายไปจากบ้านเลยค่ะ 6.ยากันยุงกลิ่นของยากันยุงช่วยไล่ตุ๊กแกให้ออกจากบ้านได้เหมือนกันเพียงแค่จุดยากันยุงไว้บริเวณที่ตุ๊กแกอยู่อาศัยเมื่อมันทนไม่ได้ก็จะอพยพหนีไปเองหรือหากเมายาจนร่วงหล่นลงมา ก็สามารถพามันออกไปนอกบ้านได้ง่ายๆ แต่ทางที่ดีควรเก็บไว้เป็นทางเลือกหลังๆจะดีกว่าเพราะกลิ่นยากันยุงอาจทำอันตรายกับคนในบ้านได้เช่นกันโดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก

Read More »

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ กาแฟมีประโยชน์ อะไรกับร่างกาย และ ดื่มกาแฟแล้วช่วยให้หายง่วงจริงหรือไม่ กาแฟมีโทษต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ในกาแฟมีทั้งประโยนช์และโทษ หากรับประทานมากเกินไปก็จะให้โทษต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นองศ์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้กำหนดปริมาณค่าของคาเฟอีนที่ไม่มีโทษต่อร่างกายหากดื่มไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือไม่ควรเกิน 3 แก้วนั้นเอง คาเฟอีนมีผลต่อร่างกายโดยตรง หากดื่ม 50-200 มิลลิกรัมจะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว และสดชื่นกำลังดี แต่หากดื่มในปริมาณ 200-500 หรือเรียกว่าขนาดกลาง อาจทำให้ร่างกายเกิดความเครียด ปวดหัว ใจสั่น กระวนกระวาย ไปจนถึงนอนไม่หลับได้ ยิ่งถ้าทานในปริมาณที่สูงขึ้นถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป คาเฟอีนยิ่งจะกลายเป็นพิษให้โทษต่อร่างกายทันที จะทำให้ร่างกายเริ่มกระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว เคลื่อนใส้ เบื่ออาหาร และปัสสาวะบ่อยขึ้น กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ กาแฟมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าอยากทานกาแฟให้เกิดประโยนช์ หรือแก้ง่วง แน่ะนำให้ทานกาแฟครั้งละน้อยๆเพื่อกระจายการดื่มออกไปในแต่ละครั้ง หรือแก้วเล็กๆ แต่สามารถทานได้เรื่อยๆ ค่อยๆจิบไปทีละนิดเพราะกาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากดื่มไปแล้ว 15 นาที และการดื่มแบบนี้ก็จะช่วยให้ร่างกายของเราตื่นตัวได้ยาวนานกว่าการดื่มทีเดียวครั้งล่ะมากๆ แต่ข้อสำคัญให้ปริมาณของคาเฟอีนรวมกันแล้วไม่เกิน 300 …

Read More »

การดื่มนมตามเวลาที่เหมาะสม

การดื่มนมตามเวลาที่เหมาะสม กินนมเวลาให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และ สิ่งที่ไม่ควรทำตอนกินนม ไม่ว่าจะเป็น กินนมพร้อมกับ ยา และ อื่นๆ การดื่มนมตามเวลาที่เหมาะ การดื่มนมอยู่เป็นประจำเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แต่จะดื่มนมอย่างไรให้ร่างกายได้ประโยนช์จากนมมากที่สุด ข้อ.1 ควรแบ่งเวลาในการดื่มนมเพื่อให้ได้ประโยนช์สูงสุด ช่วงเช้าระหว่างเวลา ตี 5-7โมงเช้า เป็นช่วงที่ลำไส้ใหญ่เริ่มทำงาน การดื่มนมเปรี้ยวในช่วงเวลานี้จึงเหมาะสมที่สุด เพราะจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวจะไปช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ข้อ.2 ช่วงเวลา 7-9โมงเช้า เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารเริ่มทำงาน และร่างกายเริ่มต้องการพลังงานเพื่อนำไปใช้ในกิจวัตรประจำวัน ช่วงเวลานี้ควรดื่มนมพาสเจอร์ไรส์ หรือนมรสมอลต์จะดีที่สุด ข้อ.3 ช่วงเวลา 9 โมงถึงเที่ยง เป็นช่วงเวลาที่สมองเริ่มต้องการๆกระตุ้นอย่างเต็มที่ การดื่ม โยเกิร์ตไขมันต่ำ จะช่วยกระตุ้นสมองได้ดีที่สุด ข้อ.4 ช่วงเวลา เที่ยงจนถึงบ่าย 3 โมง เป็นช่วงเวลาการทำงานของระบบย่อยอาหาร ของกระเพาะกับลำไส้เล็ก กระเพาะจะเริ่มหลั่งกรดออกมาในเวลานี้ การดื่มนมเปรี้ยวในช่วงเวลานี้จะไปช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญควรดื่มหลังอาหารนะค่ะ ข้อ.5 ช่วงเวลา บ่าย 3 ถึง …

Read More »

เทคนิคการขยายพันธุ์มะนาว ด้วยวิธีการตอนกิ่ง

มะนาวนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรหันมาปลูกกันมากเนื่องจากปัจจุบันผลมะนาวมีราคาแพงและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายซึ่งการขยายพันธุ์มะนาวส่วนใหญ่จะใช้การตอนกิ่งพันธุ์แต่เกษตรกรหลายท่านมักจะไม่ประสบผลสำเร็จในการตอนกิ่งพันธุ์มะนาวจึงทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุพี่ภัณฑ์รักษ์จึงมีวิธีการตอนกิ่งพันธุ์มะนาวให้ใด้ผลผลิตร้อยเปอร์เซ็นต์และเจริญเติบโตให้ผลผลิตดีมาฝากกัน นายภัณฑารักษ์แก้วพลีหรือพี่รักษ์ได้แนะนำขั้นตอนการตอนกิ่งพันธุ์มะนาวให้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกระยะเวลาที่เหมาะสมในการตอนคือคำนวณระยะเวลาในการแตกราก หรืองอกรากของกิ่งพันธุ์ให้ดีตัวอย่างเช่นการตอนกิ่งมะนาวควรเลือกตอนในช่วงก่อนฤดูฝนเพื่อรอเวลาที่จะปลูกในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูงเพื่อให้กิ่งพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีเมื่อนำไปปลูก จากนั้นคัดเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีความสมบูรณ์กิ่งอวบสมบูรณ์ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไปใช้มีดที่มีความคมควั่นกิ่งด้านบนอย่างระมัดระวังห้ามให้ช้ำเด็ดขาดเพราะด้านบนเป็นส่วนที่รากจะงอกออกมา หากเปลือกส่วนนั้นช้ำจะทำให้โอกาสงอกรากของกิ่งพันธุ์น้อยลง จากนั้นวัดจากแผลที่ควั่นด้านบนลงมาโดยให้ความยาวเท่าเส้นรอบวงของกิ่งนั้นและควั่นกิ่งโดยรอบเพื่อเอาส่วนเปลือกไม้ออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นขูดเนื้อเยื่อด้านในรอบๆกิ่งพันธุ์ออกให้หมดเพื่อตัดท่ออาหารของท่อนพันธุ์โดยพยายามอย่าให้รอยแผลด้านบนช้ำโดยเด็ดขาดและนำใยมะพร้าวอัดใส่ถุงใสขนาดเล็กให้แน่น โดยควรใช้ใยมะพร้าวเก่าที่กองพักไว้ให้ผ่านการชะล้างของน้ำฝนและแสงแดดแล้วและมีความชื้นพอสมควรไม่ควรใช้ใยมะพร้าวใหม่เพราะจะยังมีความฝาดและมีสภาพความเป็นกรดอยู่มากทำให้เป็นอุปสรรคในการงอกรากของกิ่งพันธุ์มะนาวได้จากนั้นนำถุงทีอัดใยมะพร้าวแน่นแล้วมาผ่าหนึ่งด้านและห่อหุ้มกิ่งพันธุ์ และใช้เชือกมัดให้แน่นอย่าให้หมุนหรือขยับได้จากนั้นรอเวลาที่กิ่งพันธุ์งอกรากเพื่อนำไปปลูกลงแปลงต่อไปด้วยเทคนิคและวิธีการในการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ทำให้พี่รักษ์สามารถตอนกิ่งพันธุ์มะนาวประสบความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ทุกครั้งซึ่งการตอนกิ่งพันธุ์มะนาวที่ใส่ใจในรายละเอียดทุกๆขั้นตอนของพี่รักษ์ทำให้พี่รักษ์ไม่ต้องเสียเวลาในการตอนกิ่งพันธุ์แล้วไม่ได้ผลและสูญเสียต้นทุนโดยใช่เหตุนอกจากนี้ยังช่วยให้ต้นพันธุ์มะนาวที่เราตอนกิ่งไม่ทรุดโทรมอีกด้วย

Read More »

เทคนิคการทำพริกไทยขาว เพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นที่ต้องการของตลาด

พริกไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันมากแถบภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีระยองและตราดเป็นเครื่องเทศที่ให้ความเผ็ดร้อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้ทั้งพริกไทยสดพริกไทยดำและพริกไทยขาซึ่งพริกไทยขาวนั้นจะมีราคาจำหน่ายที่สูงกว่าพริกไทยชนิดอื่นๆเนื่องจากมีขั้นตอนในการผลิตและค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผลิตพริกไทยดำและประชาชนนิยมบริโภคพริกไทยขาวมากกว่าจึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถทำรายได้เป็นอย่างดีให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดจังหวัดระยอง ลงพื้นที่บ้านหนองท้ายเรือต.รำพันอ.ท่าใหม่จ.จันทบุรีพบกับคุณวิไลพรกาญจนวรรณ(น้าตุ๊ก)เกษตรกรผู้ยึดอาชีพปลูกพริกไทยมานานนับสิบปีจะมาแนะนำวิธีการแปรรูปพริกไทยดำให้กลายเป็นพริกไทยขาวเพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายให้มากยิ่งขึ้น วัสดุ-อุปกรณ์1.พริกไทยดำจำนวน40กิโลกรัม2.น้ำสะอาด3.ผงคลอรีนจำนวน300กรัม4.ผ้ามุ้งเขียวจำนวน1ผืนใหญ่5.เครื่องกะเทาะเปลือก6.อ่างหรือกาละมัง ขั้นตอนการทำพริกไทยขาว1.นำเมล็ดพริกไทยดำที่คัดเอาเศษหินดินทรายออกแล้วมาเทลงในอ่างหรือกาละมังใส่น้ำลงไปให้เต็มแช่ให้เปลือกนิ่มทิ้งไว้ประมาณ15วัน2.เมื่อครบ15วันให้นำเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกเพื่อให้เปลือกหลุดออกจากเมล็ด(ถ้าไม่มีเครื่องกะเทาะเปลือกให้ใช้มือขยี้เปลือกก็จะสามารถหลุดออกได้)3.นำผงคลอรีนมาทำการคลุกเคล้ากับเมล็ดพริกไทยเพื่อให้เมล็ดพริกไทยเป็นสีขาวมากยิ่งขึ้นในอัตราส่วนพริกไทย40กิโลกรัมต่อผงคลอรีน300กรัม(ผงคลอรีนไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค)4.นำเมล็ดพริกไทยที่ผสมคลอรีนเรียบร้อยแล้ว ตากแดดให้แห้งโดยใช้ผ้ามุ้งเขียวรองพื้นเพื่อให้สะดวกต่อการเก็บใช้เวลาประมาณ2วัน(การทดสอบความแห้งทำโดยใช้ฟันขบเมล็ดพริกไทยถ้าแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแสดงว่าแห้งสนิทดีแต่ถ้าแตกออกเป็นสองซีกแสดงว่ายังไม่แห้งสนิท)5.นำมาคัดแยกเศษหินดินทรายออกให้หมดอีกครั้ง6.บรรจุถุงหรือกระสอบเพื่อจำหน่ายต่อไป

Read More »